สายยางให้อาหารสายยางเกิดการลื่นหลุดออกจากตำแหน่ง เกิดจากสาเหตุใดสายยางให้อาหารเลื่อนหลุดจากตำแหน่ง (Tube Displacement) เป็นปัญหาที่พบบ่อยและน่ากังวลครับ เพราะหากเราไม่รู้ว่าสายเลื่อนแล้วยังให้อาหารต่อไป อาหารอาจจะเข้าสู่ปอดจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
สาเหตุหลักที่ทำให้สายยางเลื่อนหลุด มักมาจากปัจจัยเหล่านี้ครับ:
1. ปัจจัยจากตัวผู้ป่วย (Patient Factors)
การดึงสาย: ผู้ป่วยที่มีอาการสับสน (Confusion) หรือนอนละเมอ อาจจะเผลอดึงสายออกเองโดยไม่ตั้งใจ
การไอหรือจามรุนแรง: แรงดันจากการไอหรือจามอย่างหนักสามารถดันให้สายยางเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิมในกระเพาะอาหารได้
การขยับตัวหรือพลิกตัว: ในผู้ป่วยติดเตียง การพลิกตัวเพื่อทำความสะอาดหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม หากสายยางถูกดึงรั้งไว้จะทำให้สายค่อยๆ เลื่อนออกมา
2. ปัจจัยด้านอุปกรณ์ (Equipment Factors)
พลาสเตอร์เสื่อมสภาพ: พลาสเตอร์ที่ติดจมูกหลุดลอกเนื่องจากความมันบนใบหน้า เหงื่อ หรือน้ำมูก ทำให้ไม่มีตัวยึดสายยางไว้
ชนิดของสายยาง: สายยางบางชนิดมีความลื่นสูง หรือเมื่อใช้ไปนานๆ สายจะเริ่มแข็งตัว (โดยเฉพาะสาย PVC) ทำให้การยึดเกาะลดลง
ตัวล็อคสายหลวม (สำหรับสายหน้าท้อง): หากเป็นสายหน้าท้อง (PEG) ตัวล็อคด้านนอกอาจจะหลวมหรือชำรุด ทำให้สายเลื่อนเข้าเลื่อนออกได้
3. ปัจจัยจากการดูแล (Caregiving Factors)
การดึงรั้งระหว่างให้อาหาร: การจัดวางชุดถุงอาหารหรือไซริงค์ที่ตึงเกินไป จะเกิดแรงดึงที่ตัวสายตลอดเวลา
การไม่ทำเครื่องหมาย (Marking): หากผู้ดูแลไม่ได้ขีดเครื่องหมายไว้ที่สายยางตั้งแต่แรก จะทำให้สังเกตได้ยากมากว่าสายเริ่มเลื่อนออกมาแล้ว
⚠️ วิธีปฏิบัติเมื่อพบว่าสายเลื่อนหลุด
หยุดให้อาหารทันที: หากเห็นว่าขีดเครื่องหมายเลื่อนออกมามากกว่าเดิม แม้เพียง 1-2 นิ้ว ห้ามให้อาหารต่อเด็ดขาด
ห้ามดันสายกลับ: ข้อนี้สำคัญมากครับ ห้ามพยายามดันสายที่หลุดออกมากลับเข้าไปเอง เพราะปลายสายอาจจะม้วนอยู่ในคอหอยหรือหลุดเข้าหลอดลมไปแล้ว การดันกลับอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือสำลักรุนแรง
ไปโรงพยาบาล: * สายทางจมูก (NG): ต้องไปให้พยาบาลหรือแพทย์ใส่ให้ใหม่
สายทางหน้าท้อง (PEG): ต้องรีบไปโรงพยาบาล ภายใน 4-6 ชั่วโมง เพราะรูเปิดที่หน้าท้องอาจปิดตัวลงหากไม่มีสายคาไว้
💡 วิธีป้องกันในมื้อถัดไป
เช็กขีดเครื่องหมายทุกครั้ง: ก่อนให้อาหารทุกมื้อ ให้ดูว่าขีดที่ทำไว้ยังอยู่ที่ขอบจมูกหรือขอบหน้าท้องเหมือนเดิมไหม
ติดพลาสเตอร์ให้แน่น: เช็ดความมันบนผิวหนังด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำเกลือก่อนแปะพลาสเตอร์ใหม่ และควรเปลี่ยนพลาสเตอร์ทุก 2-3 วัน
ใช้ถุงมือกันดึง: หากผู้ป่วยชอบดึงสาย อาจจำเป็นต้องใช้ถุงมือผ้า (Mittens) เพื่อความปลอดภัยครับ