ระวัง “แผลกดทับ” ในผู้ป่วยที่ต้องให้อาหารสายยาง !ภาวะ "แผลกดทับ" (Pressure Ulcers) ในผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยางไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่หลังหรือก้นกบเท่านั้นนะครับ แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้จาก "ตัวสายยาง" ที่กดทับเนื้อเยื่ออ่อนเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ดูแลมักมองข้าม
จุดเสี่ยงและวิธีป้องกันแผลกดทับที่ต้องระวังเป็นพิเศษครับ:
1. จุดเสี่ยง "แผลกดทับจากสายยาง" (Device-Related Pressure Ulcers)
บริเวณปีกจมูกและรูจมูก: สำหรับผู้ป่วยที่ใส่สายผ่านจมูก (NG Tube) สายยางที่แข็งหรือถูกดึงรั้งมากเกินไปจะกดทับขอบจมูกจนเป็นแผลลึกได้
บริเวณผิวหนังรอบสายเจาะหน้าท้อง (PEG): หากตัวล็อคสาย (External Bolster) แน่นเกินไป หรือสายถูกดึงรั้ง จะทำให้ผิวหนังรอบรูเจาะอักเสบและเป็นแผลกดทับวงกลม
หลังใบหู: ในกรณีที่มีการใช้พลาสเตอร์พันอ้อมไปเหน็บไว้ที่หู
2. จุดเสี่ยง "แผลกดทับตามร่างกาย" (จากการจัดท่าให้อาหาร)
เนื่องจากผู้ป่วยต้องนอนในท่าศีรษะสูง 30-45 องศาขณะให้อาหารและหลังอาหาร 1 ชั่วโมง:
ก้นกบและกระเบนเหน็บ: ท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนจะทำให้แรงกดทับไปรวมอยู่ที่ก้นกบมากกว่าท่านอนราบ
ส้นเท้า: แรงไถลตัวลงมาขณะยกหัวเตียงสูงอาจทำให้ส้นเท้าเสียดสีกับที่นอนจนเกิดแผล
🛡️ วิธีป้องกันอย่างมืออาชีพ
จุดที่ต้องดูแล วิธีป้องกัน
จมูก (NG Tube) เปลี่ยนตำแหน่งพลาสเตอร์ทุก 1-2 วัน โดยขยับสายยางให้พ้นจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย (ไม่ให้กดจุดเดิมซ้ำๆ)
หน้าท้อง (PEG) หมุนสายยางเบาๆ วันละครั้ง และตรวจสอบว่าตัวล็อคไม่แน่นจนกดผิวหนัง (ควรสอดนิ้วเข้าไปได้ 1 นิ้ว)
ก้นกบ/ส้นเท้า ใช้ ที่นอนลม และหาหมอนใบนุ่มรองใต้เข่าหรือน่องเพื่อลดแรงไถลและลดแรงกดที่ส้นเท้า
ความสะอาด หากมีน้ำย่อยหรืออาหารซึมออกมาต้องเช็ดให้แห้งทันที เพราะ "ความอับชื้น" จะทำให้ผิวหนังเปื่อยและเป็นแผลได้ง่ายขึ้น 2 เท่า
⚠️ สัญญาณเตือนที่ต้องรีบแก้ไข
รอยแดงที่ไม่หายไป: เมื่อขยับสายยางออกแล้ว พบรอยแดงที่ปีกจมูกหรือหน้าท้องนานเกิน 30 นาที
ผิวหนังเปลี่ยนสี: เริ่มมีสีม่วงคล้ำ หรือเป็นตุ่มพองน้ำ
มีกลิ่นเหม็น: หรือมีน้ำเหลืองซึมบริเวณที่สายกดทับ
💡 เคล็ดลับ
การใช้ "พลาสเตอร์แบบใสหรือแบบกระดาษ (Hypoallergenic tape)" จะช่วยลดการระคายเคืองผิวหนังได้ดีกว่าพลาสเตอร์ผ้าเหนียวๆ ครับ และก่อนติดพลาสเตอร์ใหม่ทุกครั้ง ควรเช็ดคราบกาวเก่าออกให้หมดด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำมันมะกอก เพื่อไม่ให้ผิวหนังอักเสบสะสมครับ